ภาวะวัตถุดิบหลักราคาสูง

2018-05-07

กากเนื้อเมล็ดปาล์ม (PKC) เป็นผลพลอยได้ของกระบวนการสกัดน้ำมันปาล์ม มีการศึกษาตั้งแต่ปี 1924 ระบุว่ากากปาล์มนั้นเป็นแหล่งพลังงานและแหล่งโปรตีนที่มีประโยชน์สำหรับสัตว์เคี้ยวเอื้อง (Alimon and Hair-Bejo, 1996) และได้เนยที่มีความคงตัวสูงขึ้นซึ่งได้จากวัวเลี้ยง (Woodroof, 1978) อย่างไรก็ดี กากเนื้อเมล็ดปาล์มก็ไม่ได้ใช้อย่างแพร่หลายในอาหารสัตว์ปีก ปัจจัยที่เป็นข้อจำกัด คือ กะลาที่คม คุณภาพที่ไม่สม่ำเสมอ คุณภาพโปรตีนต่ำและเยื่อใยสูง​

 

ข้อมูลทั่วไป

กากเนื้อเมล็ดปาล์มได้จากเนื้อในของเมล็ดที่ผ่านการสกัดน้ำมันแล้ว เนื้อในของเมล็ดคือต้นอ่อนของเนื้อเซลล์สีขาวที่เคลือบด้วยเยื่อหุ้มเซลล์สีดำหรือเปลือกหุ้มเมล็ดซึ่งอยู่ในเปลือกหุ้มหนา หรือกะลาอีกที เนื้อในของเมล็ดอุดมไปด้วยไขมัน 50% โปรตีนรวม 9% เซลล์เนื้อเยื่อและใยอาหารต่างๆ 5.5% และแป้งและน้ำตาลที่ย่อยได้ (Crombie,, 1956)
 หลังจากกระเทาะเปลือกออกแล้ว จะต้องแยกกะลาชั้นนอกออกก่อนจะสกัดน้ำมัน การสกัดน้ำมันปาล์มทำได้ 2 วิธี กากเนื้อเมล็ดปาล์ม (PKC) เป็นส่วนที่เหลืออยู่จากการสกัดเอาน้ำมัน (ด้วยเครื่องบีบผลปาล์ม) และกากเมล็ดปาล์ม (PKM) เป็นส่วนที่เหมือนรำข้าวที่ได้จากกระบวนการสกัดด้วยตัวทำละลายซึ่งจะมีน้ำมันน้อยกว่า เนื่องจากต้นทุนของกระบวนการสกัดด้วยตัวทำละลายนั้นสูง กากเนื้อเมล็ดปาล์มจึงเป็นแหล่งที่พบได้มากที่สุดในประเทศมาเลเซีย
 ผู้ผลิตกากเนื้อเมล็ดปาล์มรายใหญ่ที่สุดคือประเทศมาเลเซียและประเทศอินโดนีเซียซึ่งคิดเป็น 70% ของการผลิตทั้งหมดของโลก ในปี 2007 ประเทศมาเลเซียผลิตกากเนื้อเมล็ดปาล์ม 2.15 ล้านตัน และประมาณ 97% ของจำนวนนี้ถูกส่งออก และ 90% ของการส่งออกนั้นส่งไปยังประเทศแถบยุโรป ส่วนใหญ่คือประเทศเนเธอร์แลนด์และเยอรมนี (MPOB, มกราคม 2008)

  

คุณค่าทางโภชนาการและข้อควรระวังด้านคุณภาพของ PKC

1. ประกอบด้วยเยื่อใยที่ไม่สามารถย่อยได้ปริมาณมาก

PKC ประกอบไปด้วยแมนแนน และ กาแลคโตแมนแนน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีคุณสมบัติต้านโภชนาการซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การย่อยอาหารลดลง 81% ของ PKC คาร์โบไฮเดรตจะอยู่ในรูป NSPs โดยทั้งหมดของ NSPs ที่อยู่ใน PKC 78% เป็นแมนแนนแบบเส้นตรงที่มีการทดแทนกาแลกโตสที่ต่ำมาก 12% เป็นเซลลูโลส 3% เป็นอาราบิน็อกไซแลนส์ และ 3% เป็น กลูโคโรน็อกไซแลนส์ (Dusterhoft et al.,1992)

ต่างจากกาแลคโตแมนแนนในถั่วกัวร์และถั่วเหลือง ถ้าพิจารณาทางกายภาพแล้ว กาแลคโตแมนแนนในผลปาล์มจะแข็งเป็นผลึกและในทางเคมีอัตราส่วนของแมนโนส-กาแลคโตสนั้นค่อนข้างสูง ( 16.3:1) ซึ่งส่งผลต่อคุณสมบัติไม่ละลายในน้ำ

วิธีแก้ไข: การใช้จุลินทรีย์หรือเอนไซม์จากภายนอกที่มีส่วนผสมของแมนนาเนส, เซลลูโลส และ α-กาแลตโตสิเดส ซึ่งจะเพิ่มค่าทางโภชนาการของกากเนื้อเมล็ดปาล์ม ประโยชน์เพิ่มเติมของการผสมเอนไซม์ก็คือ ช่วยลดความชื้นในมูลซึ่งแปลว่าทำให้ปริมาณมูลเปียกน้อยลง

2. การลดกรดอะมิโน

PKC ที่มีต้นกำเนิดจากประเทศมาเลเซียมีปริมาณกรดอะมิโนที่น้อยกว่า (62%) ในไก่ที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี ค่ากรดอะมิโนใน PKC เกือบจะเทียบเท่าอาหารสัตว์ประเภทอื่น เช่น รำข้าวและผลพลอยได้จากธัญพืช เช่น ข้าวสาลีละเอียด

ส่วนประกอบและคุณสมบัติในการย่อยของกรดอะมิโนส่วนใหญ่ใน PKC ที่สกัดด้วยการบีบนั้นต่ำกว่าอย่างมีนัยยะสำคัญ (ตารางที่ 4) ในกระบวนการ PKC ประกอบไปด้วยความร้อนและแรงดันเพื่อทำให้กะลาแตกและสกัดน้ำมันให้ได้มากที่สุด ดังนั้น มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการก่อตัวของสารประกอบเมล์ลาร์ดระหว่างน้ำตาลที่ลดลงและ AA ใน PKC โดยเฉพาะอย่างยิ่งไลซีน (Mauron, 1981; Hurrell and Finot, 1985)

วิธีแก้ไข: การตรวจสอบคุณภาพด้านลักษณะทางกายภาพ (สี กลิ่น และ ผิวสัมผัส) นั้นทำให้ได้คำตอบอย่างรวดเร็วในเรื่องของการมีสารอาหารใน PKC โดยมีเกิดสีที่เข้มและกลิ่นไหม้ของ PKC หลังจากผ่านการให้ความร้อนซึ่งทำให้สารอาหารลดลง

 

3. ปริมาณน้ำมันที่สูง

PKC ที่ผ่านการบีบประกอบไปด้วยปริมาณน้ำมันตกค้างมากกว่า PKC ที่ผ่านการสกัดด้วยสารละลายซึ่งสามารถเป็นแหล่งที่ดีของพลังงานที่เผาผลาญด้วยวิธีเมตตาบอลิซึ่มได้สำหรับการนำไปทำอาหารสัตว์ อย่างไรก็ตาม จะต้องระวังเรื่องกลิ่นหืนซึ่งจะทำให้อาหารไม่น่ากิน

4. ปัญหาด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ไม่สอดคล้องกัน

รูปที่ 5 แสดงถึงเปอร์เซ็นต์ของความไม่สอดคล้องกันของพารามิเตอร์จากทั้งหมดของกรณีที่ไม่สอดคล้องกันตั้งแต่ปี 1994-2003 พารามิเตอร์สำหรับปริมาณน้ำมันนั้นนำไปสู่ลักษณะเฉพาะที่ไม่สอดคล้องกันของ PKC ถึง 54% โดยเฉลี่ยในหลายปีที่ผ่านมา ตามด้วยฝุ่นผงและกะลาที่เกือบถึง 30% ความชื้น 16% และโปรตีนที่น้อยกว่า 3% เล็กน้อย

  • เนื่องจากเนื้อในเมล็ดปาล์มนั้นถือว่าเป็นแหล่งน้ำมัน ผู้ผลิตจึงเน้นไปที่การสกัดน้ำมันให้ได้ปริมาณมากมากกว่าที่จะมาสนใจเรื่องฝุ่นผงที่ปนอยู่ในน้ำมันของ PKC ดังนั้น ส่วนที่เพิ่มขึ้นประมาณ 2% ของน้ำมันที่แสดงตลอด 10 ปีที่ผ่านมานั้นได้ทำให้ปริมาณน้ำมันใน PKC ลดลง และทำให้เกิดกรณีที่ไม่สอดคล้องเพิ่มขึ้นทุกปี

  • สิ่งสกปรกและเศษกะลานั้นปกติแล้วเป็นตัววัดความไม่บริสุทธิ์และสิ่งแปลกปลอม การที่มีเศษกะลาใน PKC นั้นเกิดจากกะลานั้นปนอยู่ในกาก กะลาของผลปาล์มนั้นแข็งและหยาบและทำให้อุปกรณ์ในกระบวนการบดอาหารสึกหรอและฉีกได้ นอกจากนั้นยังทำให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเพิ่มขึ้นโดยตรงและลดความน่ากินของอาหารด้วย

วิธีแก้ไข:

  • ตะแกรงเหล็กไวร์เมชและแม่เหล็กดักจับถูกใช้อย่างแพร่หลายในการกรองเศษกะลา เศษเหล็กและฝุ่นผงไม่ให้เข้าไปในเครื่องจักร

  • ควรซื้อ PKC จากผู้ผลิตที่มีคุณภาพของสินค้าดีอยู่เสมอโดยดูจากปริมาณฝุ่นผงและเศษกะลาที่ค่อนข้างน้อย

 
  

​อัตราที่ใช้ผสมในสัตว์ปีก

สังเกตว่า หากต้องการให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อัตราการผสม PKC ลงในอาหารสำหรับสัตว์ปีกนั้นไม่เกิน 5%  งานวิจัยของ Onifade และ Babatunde (1998) พบว่าไก่ที่อายุต่ำกว่า 1 ปีนั้นเจริญเติบโตช้าเมื่อได้รับอาหารที่มีส่วนผสมของ PKC ถึง 10% ประสิทธิภาพของอาหารและน้ำหนักของไก่ที่อายุต่ำกว่า 1 ปีที่เพิ่มขึ้นนั้นลดลงหากเพิ่มปริมาณ PKC ในอาหาร การผสม PKC ในอาหารควรเพิ่มเมไทโอนีนและไลซีนสังเคราะห์เพื่อทำให้มีอัตราส่วนที่สมดุลกับกรดอะมิโน​ 

สำหรับแม่ไก่ไข่ Chong et al. พบว่าการผสม PKC 12.5% หรือ 25% ในอาหารสำหรับแม่ไก่ที่กำลังวางไข่โดยจะไม่มีผลใดๆ กับการออกไข่และประมาณไข่ที่ได้ต่อวัน อย่างไรก็ตาม ปริมาณ PKC ที่สูงอาจจะทำให้ไข่แดงสีอ่อนลงและควรจะเพิ่มอาหารเสริมที่ช่วยให้ไข่แดงสีสดขึ้น​

​อัตราที่ใช้ผสมในสุกร

สำหรับอาหารสุกร แม้ว่า PKC จะทำให้ได้เนื้อสุกรที่แน่นและมีคุณภาพ แต่สุกรก็ไม่ค่อยชอบกินเท่าไหร่ ดังนั้น เมื่อผสมในปริมาณที่มากกว่า 8% จึงทำให้อัตราการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพอาหารลดลง โดยปกติแล้ว การเสริมไลซีนและเมไทโอนีนสังเคราะห์นั้นมีประโยชน์ การที่ค่อยปรับปริมาณที่ผสมแต่น้อยจะช่วยให้กินได้มากขึ้น

​สรุป

การผสมกากเนื้อเมล็ดปาล์มในอาหารสัตว์จะมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อเมื่ออาหารนั้นสมดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณกรดอะมิโนและพลังงานจากกระบวนการเมตตาบอลิซึ่ม การย่อยอาหารและประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้นเมื่ออาหารที่มีส่วนผสมของ PKC นั้นเสริมด้วยเอนไซม์

 


 

Allzyme SSF

ออลไซม์ เอสเอสเอฟ ช่วยเพิ่มความสามารถในการย่อยเยื่อใยจากวัตถุดิบผลพลอยได้ที่มีระดับ NSP สูง เช่น กากเนื้อเมล็ดปาล์ม

√ ได้รับพลังงานจากส่วนที่เป็นเยื่อใยได้มากขึ้น
√ ช่วยให้ความสามารถในการย่อยโปรตีนและกรดอะมิโนได้ดีขึ้น
√ ช่วยเพิ่มฟอสฟอรัสซึ่งทeให้ผสม MDCP หรือ DCP ในอาหารน้อยลง

​ผลการทดลองด้านล่างนี้ทดลองกับไก่ในประเทศซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการให้อาหารที่มี PKC ในปริมาณมากกับ Allzyme SSF โดยยังทำให้ผลผลิตเท่าเดิม Allzyme SSF ช่วยลดต้นทุนค่าอาหารที่ต้องใช้ในการเพิ่มน้ำหนักตัว 1 กก. ของไก่เนื้อทั้งในกรณีที่ผสมสูตรอาหารใหม่ที่มี PKC หรือไม่มี PKC

การผสม Allzyme® SSF ในสูตรอาหารใหม่สำหรับไก่เนื้อ1 ที่มีปริมาณกากเนื้อเมล็ดปาล์มสูง ในเมือง Johor ประเทศมาเลเซียปี 2008 (ไก่ 54,200 ตัว; Cobb 500)

​ 

 

ติดต่อเรา

บริษัท ออลเทค ไบโอเทคโนโลยี คอร์ปอเรชั่น จำกัด

33/4 อาคารเดอะไนน์ ทาวเวอร์ส แกรนด์ พระราม 9

ทาวเวอร์เอ ชั้น 19  ถนนพระราม 9 แขวงห้วยขวาง

เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310

โทรศัพท์  0-2168 1118

โทรสาร    0-2168 1119

background image